Google Adsense

Friday, 22 January 2010

นิทานธรรมะ พญาช้างฉัททันต์




เขียนภาพโดย เอกชน ลี

พิมพ์โดย สำนักพิมพ์ดวงแก้ว พ.ศ. 2539



นิทานธรรมะประกอบภาพเรื่อง พญาช้างฉัททันต์ มาจาก ฉัททันตชาดก ติงสนิบาต ขุททกนิกาย คัมภีร์พระสุตตันตปิฎก มีความย่อว่า พระโพธสัตว์เสวยพระชาติเป็นพญาช้างฉัททันต์ ถูกนายพรานโสณุตตระยิงท้องทะลุหลัง จับนายพรานได้แล้วไม่โกรธยอมยกโทษให้ เพราะเคารพในผ้ากาสาวพัสตร์



เรื่องพิสดารมีว่า

1.ในอดีตกาล พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นช้างตัวใหญ่ ปกครองโขลงช้าง 8000 เชือก ทำการบูชาพระปัจเจกพุทธเจ้า 500 องค์ในป่าหิมพานต์ มีชายา 2 เชือก ชื่อ มหาสุภัททา และจุลลสุภัททา ในฤดูฝนพญาช้างฉัททันต์และบริวารจะมาอาศัยอยู่ในถ้ำเงินเชิงเขาสุวรรณปัสส์ แต่พอถึงฤดูร้อนจะพากันออกมาอยู่ที่ใต้ต้นไทรใหญ่ริมสระฉัททันต์

2.วันหนึ่ง พญาช้างพร้อมด้วยบริวารเที่ยวหาอาหารไปในป่า พบต้นรังใหญ่มีดอกบานสะพรั่งส่งกลิ่นหอมไปทั่วป่า พญาช้างจึงเดินเข้าไปใกล้ใช้สีข้างของตนเสียดสีลำต้น ทำให้ใบแก่ที่มีรังมดแดงหล่นปลิวไปถูกตัวของนางจุลลภัททาซึ่งยืนอยู่ด้านเหนือ ส่วนใบสดและละองเกสรปลิวโปรยไปทางนางมหาสุภัททาซึ่งยืนอยู่ด้านใต้

3.เหตุการณ์ครั้งนี้ ทำให้นางจุลลภัททาเกิดความน้อยใจแค้นเคืองอิจฉาริษยาจึงโวยวายขึ้นว่าสามีแกล้งทำให้มดตกลงมากัด พญาช้างได้ยินก็ตอบว่าไม่ได้แกล้ง มันเกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ แม้พญาช้างจะให้เหตุผลอย่างไร นางจุลลภัททาก็ไม่ยอมให้อภัย กลับผูกอาฆาตจองเวรด้วยความเจ็บใจ

4.อยู่มาอีกวันหนึ่ง พญาช้างและชายาทั้งสองลงอาบน้ำในสระฉัททันต์ ครั้นอาบน้ำเสร็จ ช้างเชือกหนึ่งนำดอกบัวใหญ่ที่มีกลีบเจ็ดขั้นมามอบให้ พญาช้างจึงเอางวงรัดแล้วโปรยเกสรลงที่กระพองของตน เสร็จแล้วยื่นให้นางมหาสุภัททา นางจุลลภัททายืนอยู่ด้วยเกิดความริษยาน้อยใจคิดอาฆาตจองเวรอีก

5. มีอยู่ครั้งหนึ่งพญาช้างออกหาผลมะซางและเผือกมันมาปรุงผสมกับน้ำผึ้งแล้วนำไปถวายพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้ง 500 รูป นางจุลลภัททาก็จัดแจงไปหาผลไม้มาปรุงถวายบ้างและได้ตั้งความปรารถนาไว้ว่า ข้าแต่พระคุณเจ้า ถ้าดิฉันละจากกำเนิดนี้ไปแล้ว ขอให้กุศลส่งไปบังเกิดที่กระกูลมัททราช มีนามว่าสุภัททราชกัญญา ให้ได้รับตำแหน่งเป็นพระอัครมเหสี พระสวามีโปรดปราน ให้ทำอะไรได้สมใจนึกเถิด

6.หลังจากนั้นมา นางไม่ได้สนใจกินหญ้าและน้ำ ไม่นานก็สิ้นชีวิต ไปถือกำเนิดในครรภ์พระอัครมเหสีของพระเจ้ามัททราช หลังจากประสูติก็ได้รับขานพระนามว่า สุภัททาราชกัญญา ครั้นเจริญวัยถูกส่งไปถวายพระเจ้าพาราณสี ประกอบกับที่มีรูปสวยซ้ำระลึกชาติได้ พระราชาจึงทรงรักใคร่โปรดปรานเป็นอย่างยิ่ง

7.ครั้นได้รับตำแหน่งพระอัครมเหสีสมความปรารถนาแล้ว พระนางก็เริ่มคิดวิธีวางอุบายหาทางแก้แค้นพญาช้างทันที โดยในตอนเย็นวันหนึ่ง พระนางหาน้ำมันมาลูบไล้ทาตัว ทรงผ้าเก่าสีเศร้าหมอง แกล้งมารยาทำเป็นประชวรด้วยโรคไข้หวัด เข้าบรรทมเงียบอยู่เพียงคนเดียวในห้อง

8.พระราชาเมื่อไม่เห็นพระนางเข้าเฝ้าตามเวลา จึงเสด็จมาตรัสถามว่า ประชวรด้วยโรคอะไร พระนางตอบตอบว่าพระนางแพ้ท้อง มีความต้องการจะได้ของสิ่งหนึ่ง เมือพระราชาตรัสถามว่าของสิ่งนั้นคืออะไร พระนางกลับไม่ตอบ แต่พระนางจะบอกว่าของสิ่งนั้นคืออะไรก็ต่อเมื่อพระราชารับสั่งให้พวกนายพรานป่ามาประชุมพร้อมเพรียงกันก่อน และพระราชาก็ได้ทรงกระทำตามคำขอของพระนาง

9.เมื่อพรานจำนวนมากมาประชุมกันแล้ว พระนางเสด็จมาถวายบังคมพระสวามีแล้วมีเสาวนีย์ต่อที่ประชุมว่า ข้าพเจ้าฝันเห็นช้างพรายเผือก งาทั้งคู่สวยงามมีหกสี เราต้องการงาคู่นั้น ใครจะสามารถช่วยข้าพเจ้าได้บ้าง พรานในที่นั้น หามีผู้ใดรับอาสาไม่ เพราะตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยได้ยินได้ฟังว่ามีช้างลักษณะเช่นนี้เลย

10. ขณะนั้นพระนางทอดพระเนตรเห็นพรานคนหนึ่งลักษณะแปลกประหลาด คือเท้าและเข่าโต แข้งมีแต่ปุ่ม อ้วนพีล่ำสัน สีข้างใหญ่ หนวดดกเคราแดง ตาเหลือกเหลืองขี้เหล่ผมหยิก ทรงชี้พระหัตถ์ไปที่เขาแล้วตรัสถามว่า พรานคนนั้นชื่ออะไร เมื่อเขาตอบว่า ชื่อโสณุตตระ พระนางทอดพระเนตรไปทางพระราชา กราบทูลว่า พรานคนนี้จะทำงานสำเร็จ

11. พระนางรับสั่งให้พรานโสณุตตระเข้าเฝ้าเป็นกรณีพิเศษ ทรงพาขึ้นไปบนปราสาทชั้นที่ 7 พระนางชี้บอกหนทางว่า การเดินทางไปป่าหิมพานต์ต้องไปทางนี้ ข้ามภูเขาตั้งเจ็ดลูก ลูกที่เจ็ดจะเป็นภูเขาทอง มีกินนรอาศัยอยู่จำนวนมาก มองลงมาจะเห็นต้นไทรใหญ่ พญาช้างจะอาศัยอยู่ใต้ร่มไทรนี้ รูปร่างสง่างามใหญ่โต แข็งแรง วิ่งเร็วปานลมพัด ดุร้าย ขอให้เจ้าจงระวัง

12.พรานได้ฟังพระเสาวนีย์แล้วนึกขนาด จึงกราบทูลถามว่าพระนางทรงมีความประสงค์อยากได้งาช้างนั้นเพราะเหตุใด ก็ได้รับคำตอบจากพระนางว่า เราอาฆาตแค้นจองเวรพญาช้างไว้ คิดขึ้นมาทีไร แค้นใจทุกครั้ง เราจ้องการงาคู่นั้นมาเป็นเครื่องประดับ เจ้าช่วยจัดการให้เราทีเถอะ ถ้าสำเร็จจะรางวัลให้อย่างงาม

13.พระนางประทานทรัพย์ 1000 กหาปณะทันที แล้วตรัสสั่งให้กลับไปบ้านก่อน อีกเจ็ดวันให้มาหาอีก ในระหว่างเจ็ดวันนั้นพระนางรับสั่งให้ช่างเหล็กช่างหนังจัดเตรียมเครื่องมือเครื่องใช้และอุปกรณ์จำเป็นให้พร้อมและเพียงพอ ที่จะให้พรานนำไปใช้ในป่า ส่วนพระนางจักเรื่องเสบียงอาหารไว้ให้พราน อีกส่วนหนึ่งจัดไว้สงเคราะห์ครอบครัว ครั้นครบกำหนด พรานเดินทางมาเฝ้า รับข้าวของเครื่องใช้และอาวุธยุทโธปกรณ์แล้ว ทูลอำลาออกเดินทางไปป่าหิมพานต์

14. พรานโสณุตตระบุกป่าฝ่าดงไปด้วยความยากลำบากยากเย็น ใช้เวลาถึงเจ็ดปีเจ็ดเดือนเจ็ดวันจึงไปถึงป่าหมพานต์ หยุดพักที่ภูเขาสุวรรณปัสส์ อันเป็นเขาสุดทาย มองลงไปเห็นพญาช้างอยู่ใต้ต้นไทรใหญ่ จากนั้นจัดการวงแผนอย่างแยบยลเพื่อพิชิตเอางา ขณะที่พญาช้างลงอาบบ้ำกับบริวาร เขารีบไปขุดหลุมตรงที่ต้นไทรย้อยให้กว้างลึกพอลงไปแอบยิงได้ หากิ่งไม้มาปิดปากหลุมแล้วเกลี่ยดินกลบให้มิดชิด วันต่อมา ครั้นเวลาจวนสว่างแล้ว เขาไปขโมยจีวรของพระปัจเจกพุทธเจ้าผืนหนึ่งมาคลุมกาย หยิบคันธนูและลูกศรที่อาบยาพิษคลานเข้าไปแอบอยู่ในหลุม

15. วันนั้น หลังจากที่พญาช้างอาบน้ำเสร็จแล้ว ก็ขึ้นไปยืนอยู่ตรงที่เคยยืน น้ำที่สะดือหยดลงไปถูกหน้าพราน พรานแน่ใจว่าช้างยืนอยู่ตรงจุดแล้ว จึงปล่อยลูกศรขึ้นมาทันที ลูกศรเจาะตรงสะดือ ผ่านตับไตไส้พุงทะลุออกสันหลังเป็นแผลเหวอะหวะเลือดสาดกระเซ็น

16.เมื่อทนทุกข์เวทนาอันแสนสาหัสไม่ไหว พญาช้างจึงร้องลั่นสนั่นป่า ช้างบริวารทั้งแปดพันเชือกพอได้ยินเสียงก็วิ่งเข้ามาหา ครั้นเห็นพญาช้างถูกยิง ก็พากันวิ่งออกค้นหาเพื่อทำร้ายศัตรู ขณะนั้น นางมหาสุภัททาเข้ามาปลอบโยนให้กำลังใจ พญาช้างครองสติ กลั้นความเจ็บปวด พิจารณาทิศทางมาของลูกศร “ถ้ามาจากทางทิศเหนือ ต้องถูกศีรษะไปทะลุหาง นี่ถูกสะดือ น่าจะยิงมาจากหลุมข้างล่าง” พญาช้างคิด

17. เพื่อให้รู้แน่แก่ใจ จึงขอให้นางมหาสุภัททาถอยห่างไปจากที่นั้น แล้วใช้เล็บเท้าเขี่ยดินไปมา กิ่งไม้ที่ปิดปากหลุมก็เปิดออก มองเห็นพรานหลบอยู่ในหลุม นึกฉุนขึ้นมาทันที พญาช้างสะบัดงวงรัดร่างพรานยกขึ้น หวังฟาดให้แหลกลาญ แต่ต้องเงื้อค้างเมื่อมองเห็นจีวรของพระปัจเจกพุทธเจ้าที่พรานใช้คลุมตัว

18.พญาช้างกล่าวว่า เจ้ามนุษย์ใจทราม ถ้าไม่เห็นแก่ผ้ากาสาวพัสตร์ เราจะฟาดเจ้าให้แหลกไม่มีชิ้นดี เจ้าไร้เมตตาถึงเพียงนี้ ยังหน้าด้านเอาผ้าเหลืองมาห่มกาย เจ้าทำร้ายเราเพื่อประสงค์อะไร หรือใครใช้เจ้ามา เพรานตอบว่า พระนางสุภัททาใช้ให้มา บอกว่า อยากได้งาช้างไปทำเครื่องประดับ “แหม! จองเวรกันถึงขนาดนี้เชียวหนอ แท้จริงพระนางมิได้ประสงค์งา แต่ต้องการฆ่าให้เราตายต่างหาก เอาเถอะพราน เพื่อให้สมปรารถนาแห่งนาง ก่อนที่เราจะสิ้นใจ ขอให้ท่านมาตัดเอางาเราไปเถิด” พญาช้างกล่าว

19.พรานหยิบเลื่อยมาจะตัดงา แต่ตัดไม่ถึง พญาช้างจึงก้มศีรษะลง ให้พรานตัดได้ถนัด พรานสอดเลื่อยเข้าไปในปาก ดึงเลื่อยไปมา จนเลือดไหลเต็มปาก งาก็ยังไม่ขาด พญาช้างเห็นพรานเมื่อยล้าอ่อนแรง จึงเอางวงจับเลื่อยช่วยพรานเลื่อยจนงาทั้งคู่ของตัวเองขาด แล้วกล่าวว่า “เราให้งาทั้งคู่นี้ไป มิใช่เราจะไม่เสียดาย จะปรารถนาเป็นเทวดาอินทร์พรหมก็หาไม่ แต่ให้ไปเพื่อหวังแลกกับพระสัพพัญญุตญาณ ขอส่วนบุญนี้จงเป็นปัจจัยให้เราบรรลุพระโพธิญาณด้วยเถิด”

20.เมื่อพรานบอกว่าจะเดินทางกลับแล้ว พญาช้างได้กล่าวว่า “โชคดีเถิด ด้วยอานุภาพของงาคู่นี้ ขอให้ท่านเดินทางด้วยความปลอดภัย ถึงกรุงพาราณสีภายในเจ็ดวัน” และพญาช้างก็ได้สั่งความถึงนางสุภัททาเป็นวาระสุดท้ายว่า



เจ้าไปทูลสุภัททาพญาหญิง

สมรมิ่งยอดมิตรขนิษฐา

ชาติก่อนเคยร่วมอยู่คู่ชีวา

แม่กลับมาจองเวรเป็นส่วนตัว



อยากจะได้ชีวิตอุทิศแล้ว

แด่ดวงแก้วเนื้ออุ่นแม่ทูนหัว

เห็นงาแล้วแก้วตาอย่าหมองมัว

เคยเป็นผัวเมียคลอเคลียกัน



แม้ชาตินี้นงนุชสุดสวาท

ยังอาฆาตเคืองแค้นแสนหุนหัน

เป็นคราวเคราะห์หมองหมางช้างฉัททันต์

สิ้นชีวันสมน้องทรงต้องการ



งาทั้งคู่ขาวสะอาดปราศเศร้าหมอง

มอบให้น้องแทนรักไม่หักหาญ

ยังภักดีซื่อตรงต่อนงคราญ

อำลาผ่านแม่ยุพินด้วยวิญญาณ์





กล่าวจบเดินส่งพรานไปได้หน่อยหนึ่ง พญาช้างก็สิ้นใจตาย



21.นางมหาสุภัททาและบริวารกลับมาเห็นก็เสียใจร้องไห้ นำข่าวไปแจ้งแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าให้มาพิจารณาซากอศุภะ แล้วช่วยกันยกขึ้นสู่เชิงตะกอนทำฌาปนกิจ เมื่อเสร็จงานช้างทั้งหมดยกย่องให้นางมหาสุภัททาเป็นหัวหน้าปกครองโขลงต่อไป

22.กล่าวถึงพรานโสณุตตระ ครั้นถึงพระนครแล้ว ก็รีบนำงาช้างขึ้นทูลเกล้าถวาย พระนางสุภัททา ทรงเอาแก้วมณีรูปงวงตาลช้อนงาทั้งคู่มาวางที่พระอุระ ทอดพระเนตรด้วยความเพ่งพินิจพิจารณา ทรงเห็นภาพนิมิตปรากฏเป็นป้ายสีแดงพาดผ่านระหว่างงางามทั้งคู่ว่า



ยังรักน้องเท่าฟ้าเวหาหาว

อยากได้ดาวก็จะได้หากให้หา

น้องประสงค์มุ่งหวังทั้งสองงา

จึงมอบมาให้เห็นเป็นขวัญใจ



พี่ขอลานงนุชสุดถนอม

สองงาพร้อมอยู่ชิดพิสมัย

เกิดชาติปางใดหนอต่อต่อไป

ขอจงได้เคียงครองกับน้องเอย.



ขณะนั้น ความโศกเศร้าอาลัยท่วมทับทรวงพระนางสุภัททาราชกัญญา จนทรงอดกลั้นไม่ไหว หทัยแตกทำลายสิ้นพระชนม์ชีพในวันนั้นเอง.

Thursday, 14 January 2010

นิทานธรรมะ นางนกกระยางขาว



เรื่อง นางนกกระยางขาว ได้ต้นเค้าจากเรื่อง กุลาวกชาดก ต้องการสอนในเรื่องกฎแห่งกรรมตามหลักธรรมของพุทธศาสนาที่ว่า "หว่านพืชเช่นใด ย่อมได้ผลเช่นนั้น ทำความดี ย่อมได้รับผลดีตอบ ทำความชั่วย่อมได้รับผลชั่วตอบ" ดังจะเห็นจากกรณีของนางสุชาดาภรรยาคนหนึ่งของมฆมาณพ ซึ่งหลังจากเสียชีวิตจากโลกมนุษย์แล้ว แทนที่นางจะได้ไปเกิดเป็นเทพธิดาในสวรรค์ร่วมกับหญิงคนอื่นๆ กลับไปเกิดในกำเนิดสัตว์อันต่ำต้อยคือเป็นนกกระยางขาว เพราะผลของการไม่ประกอบกรรมดี มัวแต่รักสวยรักงาม เอาแต่แต่งตัว ไม่บำเพ็ญสาธารณประโยชน์เหมือนคนอื่นๆเขา ต่อเมื่อภายหลังนางได้กลับตัวกลับใจมากระทำความดีคือรักษาศีลอย่างเคร่งครัด นางก็จึงได้ไปอยู่ในสวรรค์




ผู้ออกแบบปก คือ ธ.อาทิเวช

จากหนังสือนิทานธรรมจากชาดก เรื่อง นางนกกระยางขาว

จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์ดวงแก้ว พ.ศ. ๒๕๓๗


---------------------------------------

๑.ในอดีตกาล มีหมู่บ้านชื่อ อจละ แคว้นมคธ ประเทศชมพูทวีป(อินเดียในปัจจุบัน) มีชายหนุ่มชื่อ มฆะ หรือ มฆมาณพ อยู่ในหมู่บ้านนี้ด้วย

มฆมาณพมักออกจากบ้านไปพัฒนาพื้นที่ในหมู่บ้านอยู่เสมอๆเมื่อเขายืนอยู่ที่ใดก็ตาม ก็จะใช้ปลายเท้าคุ้ยฝุ่นให้ราบเรียบแล้วยืนพักอยู่ที่ตรงนั้น ในขณะที่เขายืนอยู่นั้น เมื่อมีคนเอาแขนผลักเขาออกไปจากที่นั้นแล้วก็อยู่แทนมฆมาณพไม่ว่าอะไร เดินหนีไปทำที่อื่นต่อไป และเมื่อถูกขับไล่อีก มฆมาณพก็ไม่เคยโกรธพวกที่มาผลักไล่เขาเลย

เขามีความดีใจที่คนเหล่านั้นได้รับความสุข และคิดว่า สิ่งที่เราทำได้ก่อให้เกิดความสุขแก่ผู้อื่น เราทำความดีเพื่อความดี ทำความดีเพื่อความสุขของผู้อื่น ทำความดีโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน และในขณะเดียวกันก็มีความสุขใจในการทำความดีของตน

๒.ทุกๆเช้า มฆมาณพก็จะเดินถือจอบออกจากบ้านไป เมื่อเดินมาถึงบริเวณสนามในหมู่บ้าน เห็นพื้นดินขรุขระไม่ราบเรียบ เขาก็ลงมือปรับพื้นที่ให้ราบเรียบ เพื่อให้เป็นที่จัดงานประจำปีของหมู่บ้าน เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจและเป็นที่วิ่งเล่นของเด็กในหมู่บ้าน เป็นที่จัดกิจกรรมบุญกุศลของชาวบ้าน เป็นต้นพอถึงฤดูหนาว ก็จะก่อกองไฟให้พวกชาวบ้านได้ผิงแก้หนาว ในฤดูร้อนก็จัดหาน้ำดื่มมาไว้ให้ชาวบ้านได้ดื่มแก้กระหายวันหนึ่ง

๓.ขณะที่มฆมาณพกำลังทำงานดังกล่าวอยู่ วันหนึ่งได้มีชายหนุ่มในหมู่บ้านเห็นการทำความดีของมฆมาณพ จึงได้มาร่วมด้วย มฆมาณพก็เต็มใจ เพราะการทำความดีทำให้เกิดความเจริญแก่ส่วนรวม ในสังคมใดมีคนทำความดีมาก สังคมนั้นก็เจริญรุ่งเรือง สังคมใดคนทำดีน้อย แต่ทำชั่วมาก สังคมนั้นย่อมเสื่อม มณมาณพจึงมีเพื่อนมาร่วมงานพัฒนาที่ทะยอยกันมาเรื่อยๆจนกระทั่งมียอดเพิ่มขึ้นเป็นจำนวน ๓๓ คน

๔. เมื่อพวกสหาย ๓๓ คน ช่วยกันทำถนนหนทางให้ราบเรียบ เป็นระยะทาง ๑ โยชน์บ้าง ๒ โยชน์บ้าง ทำสะพาน ขุดสระ และสร้างศาลาตามทางสี่แพร่งเพื่อเป็นการพัฒนาท้องถิ่นให้เจริญและเพื่อความสุขของส่วนรวม นายบ้านกลับคิดว่าเป็นการทำงานลักษณะจิตอาสา ไม่นำผลประโยชน์ใดๆเป็นเงินทองมาให้แก่นายบ้านที่ชอบกินบานกินเมือง นายบ้านจึงเรียกมฆมาณพและเพื่อนมาตักเตือน ให้เลิกทำงานอย่างที่พวกขาทำอยู่นั้น แต่มฆมาณพและเพื่อนๆไม่เชื่อฟัง

๕.เมื่อมฆมาณพและเพื่อนๆไม่ยอมทำตามคำแนะนำ นายบ้านจึงโกรธเพราะขัดผลประโยชน์ของตน คิดจะทำลายมฆมาณพและสหายให้ได้ ต่อมาวันหนึ่ง นายบ้านได้เข้าเฝ้าพระราชา แล้วกราบทูลใส่ร้ายว่ามณมาณพและพวกเป็นพวกโจรเที่ยวจี้ ปล้นฆ่าชาวบ้าน พระราชาทรงเชื่อคำเพ็ดทูลและมีโองการให้นายบ้านจับตัวมฆมาณพและเพื่อนมาถวายพระราชา เมื่อนายบ้านจับตัวมฆมาณพและเพื่อนมาเฝ้าแล้ว พระราชาได้พิจารณาโทษโดยตัดสินให้ประหารชีวิตด้วยวิธีให้ช้างเหยียบตาย

๖. เมื่อพระราชารับสั่งให้จับมฆมาณพและเพื่อนมานอนหงายกลางสนามจะให้ช้างเหยียบนั้น มฆมาณพไม่รู้จะพึ่งพาใครและสิ่งใด นอกจากความจริงและเมตตาธรรม จึงได้ให้โอวาทแก่เพื่อนๆว่า “สหายที่รักทั้งหลาย ขณะนี้ พวกเรากำลังเผชิญภัยเฉพาะหน้า ที่พึ่งอย่างอื่นของเราไม่มีเลย นอกจากคุณธรรมคือเมตตาธรรม ขอท่านจงแผ่จิตเมตตาเสมอกันในพระราชา ในนายบ้าน ในช้างที่จะเหยียบ และในตัวเองเถิด” จากนั้นมฆมาณพและเพื่อนๆก็ได้แผ่เมตตาจิตไปในพระราชาผู้มิได้พิจารณาก่อนสั่งลงโทษ ในนายบ้านผู้ทูลความเท็จแด่พระราชา ในช้างที่จะเหยียบ และในตนเอง

๗.เมื่อควาญช้างไสช้างเข้าไปเหยียบมณมาณพและเพื่อนๆ ช้างไม่เหยียบ และไม่อาจเข้าไปใกล้ได้ เพราะอานุภาพของการแผ่เมตตาของมฆมาณพและเพื่อนๆ

๘. พระราชาทรงทราบเรื่องนี้ รับสั่งให้หาเสื่อลำแพนมาคลุมที่ปากหลุมเสียก่อนแล้วค่อยปล่อยช้างเข้าไปเหยียบ เมื่อเจ้าหน้าที่รับราชโอการเหนือเกล้ากระทำตามแล้ว ควาญช้างก็ไสช้างเข้าไปเหยียบอีก แต่ช้างไม่ยอมแม้แต่จะเดินเข้าไปใกล้ กลับถอยหลังวิ่งหนีร้องเสียงดังลั่น

๙.พระราชายังไม่หมดความพยายามรับสั่งให้นำช้างอีกหลายเชือกเข้าไปเหยียบอีก แต่ช้างเหล่านั้นก็วิ่งหนีร้องลั่นเช่นช้างเชือกแรก ไม่มีช้างตัวไหนเข้าไปเหยียบหรือเข้าใกล้มฆมาณพและเพื่อนๆเลย

๑๐.พระราชาทรงสงสัยว่าจะมียาอะไรสักอย่างในมือของพวกเขาที่ถูกจับมา ช้างจึงไม่ยอมเข้าไปใกล้ จึงรับสั่งให้ตรวจค้นอย่างละเอียด แต่ก็ไม่พบยาหรืออย่างอื่นเลย จึงมีดำริว่าเรื่องนี้น่าจะต้องมีสาเหตุอย่างแน่นอน ได้รับสั่งให้นำตัวมฆมาณพและเพื่อนมาเข้าเฝ้า ทรงสอบสวนใหม่ ก็ทรงทราบข้อเท็จจริงว่าพระองค์ตัดสินคดีผิดพลาดไปเสียแล้ว และการที่ช้างไม่เหยียบคนเหล่านี้ก็เพราะอานิสงส์ของการแผ่เมตตาจิตนั่นเอง

๑๑.พระราชาเมื่อทรงทราบความจริงเช่นนั้นแล้ว ก็ทรงโสมนัสยินดี ตรัสว่า พ่อหนุ่มทั้งหลาย สัตว์ดิรัจฉานเหล่านี้(ช้าง) ยังรู้คุณของพวกเจ้า ส่วนเราเป็นมนุษย์แท้ๆ ไม่รู้จักคุณของพวกเจ้า ขอพวกเจ้าจงให้อภัยแก่เราเถิดที่ได้สั่งลงโทษพวกเจ้าผู้ไม่มีความผิดโดยไม่พิจารณาให้รอบคอบก่อน


๑๒.ในที่สุด พระราชาทรงลงโทษนายบ้านผู้กราบทูลเรื่องนี้แก่พระองค์ โดยให้นายบ้านและภรรยาเป็นทาสของมฆมาณพและเพื่อน พร้อมทั้งริบทรัพย์สมบัติ ส่วนช้างที่จะให้เหยียบมฆมาณพและเพื่อนแต่ไม่ยอมเหยียบนั้น พระราชาได้พระราชทานแก่มฆมาณพและเพื่อน เพื่อใช้เป็นพาหนะในการบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ต่อไป

๑๓.มฆมาณพและเพื่อนเห็นผลของการทำบุญอันเป็นความดีในปัจจุบัน ต่างก็มีจิตผ่องใสเบิกบานยิ่งนัก ต่างปรึกษากันว่า พวกเราอยากจะทำบุญให้ยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีก โดยตกลงใจว่าจะสร้างศาลาเป็นที่พักของคนเดินทางไปมาในหนทางสี่แพ่ง

๑๔. เมื่อตกลงดังนั้นแล้ว พวกเขาจึงเรียกช่างไม้มาสร้างศาลาดังกล่าว และได้ตั้งเป็นกฎเหล็กว่าในการสร้างศาลาครั้งนี้จะไม่ให้ผู้หญิงเข้ามาวุ่นวาย นายช่างจะต้องคอยระมัดระวังและปฏิบัติตามกฎเหล็กนี้อย่างเคร่งครัด

๑๕. แต่ทว่ามฆมาณพมีภรรยา ๔ คน คือ นางสุธรรมา นางสุจิตรา นางสุนันทา และนางสุชาดา วันหนึ่ง นางสุธรรมาได้ไปหานายช่างที่สร้างศาลา พูดอ้อนวอนว่า ขอให้ฉันมีส่วนในการสร้างศาลาหลังนี้ด้วยเถิด แล้วฉันจะให้รางวัลตอบแทน เมื่อนายช่างรู้ว่าจะได้ค่าร้อนน้ำชา ก็ตอบตกลงทันที และนายช่างก็ได้ไปตัดเอาไม้กรรณิกามาตากแห้งทำเป็นช่อฟ้าเสร็จแล้วเอาผ้าพันนำไปซุกซ่อนไว้ที่บ้านของนางสุธรรมา

๑๖.เมื่อสร้างศาลาจวนจะเสร็จ ถึงเวลายกช่อฟ้าขึ้นไปติดศาลา นายช่างไม้ได้พูดกับมฆมาณพและเพื่อนว่า ถ้าได้ช่อฟ้ามาติดศาลา ก็จะทำให้ศาลาสวยเด่นขึ้น มฆมาณพและเพื่อนจึงได้เสาะแสงหาช่อฟ้า โดยได้ช่วยกันสอบถามหาหลายแห่งแต่ก็ยังหาไม่ได้ และไปได้ข่าวว่าที่บ้านนางสุธรรมามีช่อฟ้านี้ จึงได้ไปขอซื้อแต่นางไม่ยอมขายให้ นางบอกว่าจะให้เปล่าๆ แต่ทั้งนี้จะต้องให้นางมีส่วนร่วมในการสร้างศาลาหลังนี้ด้วย เมื่อเกิดความจำเป็นขึ้นมาเช่นนี้ มฆมาณพและเพื่อนจึงจำเป็นต้องผ่อนปรนกฎเหล็กนั้น และในที่สุดก็ได้เอาช่อฟ้าของนางสุธรรมาไปติดตั้งที่ศาลา


๑๗.เมื่อนางสุธรรมาประสบความสำเร็จในการมีส่วนร่วมในการสร้างศาลา ภรรยาคนอื่นของมฆมาณพก็ต้องการทำเช่นนั้นบ้าง และก็ต้องมีการผ่อนปรนกฎเหล็กตามความจำเป็นอีกเช่นเดียวกัน โดยนางสุจิตรา ก็ได้สร้างสวนไม้ต้นไม้ม้ผลและไม้ดอกที่บริเวณศาลา  นางสุนันทาก็สร้างสระปลูกบัวนานาชนิด เป็นที่น่ารื่นรมย์สวยงามยิ่งนัก มีแต่นางสุชาดาเท่านั้น ที่ไม่ได้ทำอะไรเลย นอกจากกิน นอน แต่งตัวให้สวยงามไปวันหนึ่งๆเท่านั้น

๑๘.ต่อมาเมื่อมฆมาณพสิ้นชีพลง ก็ไปเกิดเป็นท้าวสักกเทวราช ในเทวโลก เพื่อนของมฆมาณพที่เคยร่วมทำความดีมาด้วยกัน ก็ไปเกิดในเทวโลกชั้นดาวดึงส์เหมือนกัน นายช่างไปเกิดเป็น วิศณุกรรมเทพบุตร ช้างเกิดเป็นเทพบุตรชื่อเอราวัณ นางสุธรรมา นางสุจิตรา และนางสุนันทา ไปเกิดเป็นภรรยาของท้าวสักกะ

๑๙.ส่วนนางสุชาดา เมื่อสิ้นชีพแล้วได้ไปเกิดเป็นนางนกกระยางขาว ที่หนองน้ำแห่งหนึ่ง เพราะนางไม่เคยทำบุญกุศลหรือความดีอะไรเลย นอกจากกิน นอน และแต่งตัวให้สวยงามเท่านั้น ท้าวสักกะทรงคิดถึงนาง จึงส่องตาทิพย์ไปตรวจดูว่านางไปอยู่ที่ไหน เมื่อทรงเห็นว่านางไปเกิดเป็นนางนกกระนางขาว จึงไปพานางมายังเทวโลก เพื่อชมความสวยงามน่ารื่นรมย์ ดูที่ประชุมเทวสภาสุธรรมา ดูสวนจิตรลดา และสระโบกขรณีสุนันทา แล้วตรัสว่าหากนางต้องการมาเกิดในเทวโลกต้องรักษาศีลอย่างเคร่งครัด จากนั้นนำนางนกกระยางไปปล่อยไว้ที่เดิม

๒๐.ตั้งแต่นั้นมา นางนกกระยางขาวก็จึงรักษาศีล ตามที่รับปากไว้กับท้าวสักกะ ต่อมาท้าวสักกะได้มาทดสอบว่านางรักษาศีลข้อปาณาติบาต(ไม่ฆ่าสัตว์)อย่างเคร่งครัดจริงหรือไม่ โดยแปลงพระองค์เป็นปลามานอนหงายอยู่ข้างหน้า นางนกกระยางคิดว่าปลาตายจึงเอาปากคาบหัวปลา ในขณะนั้นปลาก็กระดิกหาง เมื่อรู้ว่าปลาเป็น นางจึงปล่อยปลานั้นจากปากทันที

๒๑. ท้าวสักกะเห็นว่านางรักษาศีลจริง จึงคืนร่างเดิมแล้วตรัสกับนางว่า ดีละๆ ขอให้เจ้าจงรักษาศีลต่อไป อย่าละความเพียร แล้วพระองค์ก็เสด็จกลับเทวโลก นางนกกระยางขาวก็รักษาศีลต่อไป เมื่อนางนกกระยางขาวตายแล้วก็ได้ไปเกิดเป็นลุกสาวช่างปั้นหม้อในเมืองพาราณสี เป็นหญิงที่รักษาศีล ๕ อย่างเคร่งครัด

๒๒. เมื่อท้าวสักกะรู้ว่านางไปเกิดเป็นลูกสาวช่างปั้นหม้อ จึงแปลงองค์เป็นคนแก่เอาฟักทองบรรทุกเกวียนขับไปหน้าบ้านของนางแล้วร้องว่า ท่านทั้งหลาย ใครต้องการฟักทอง ขอเชิญแวะเข้ามาทางนี้ เมื่อมีคนมาถามซื้อฟักทอง ท้าวสักกะปลอมก็จะบอกว่า ฉันไม่ต้องการขายฟักทอง แต่ฉันจะให้เปล่าๆแก่คนที่รักษาศีลอย่างเคร่งครัดเท่านั้น

๒๓.เมื่อนางสุชาดาได้ยินคนพูดกันถึงเรื่องฟักทอง คิดว่านางน่าจะเป็นเจ้าของฟักทองเหล่านั้น เพราะนอกจากนางแล้ว ก็ไม่มีใครเลยที่รักษาศีล และเมื่อนางเข้าไปสอบถาม ท้าวสักกะปลอมก็ได้ซักถามถึงเรื่องการรักษาศีล และได้บอกว่า ถ้าอย่างนั้น ฟักทองทั้งหมดนี้ ฉันยกให้เธอคนเดียวที่รักษาศีล จงรักษาต่อไป ว่าแล้วก็ชับเกวียนนำฟักทองทั้งเล่มไปไว้ที่หน้าบ้านของนางสุชาดา แล้วก็หายตัวไป ส่วนนางสุชาดาก็ยังคงรักษาศีลต่อไป จนตลอดชีวิตของนาง

๒๔.เมื่อสินชีพแล้ว นางสุชาดา ได้ไปเกิดเป็นธิดาของอสูรชื่อ เวปจิตติ ด้วยผลแห่งความดีคือรักษาศีลเป็นประจำตลอดชีวิต นางจึงเป็นหญิงที่มีรูปงามน่ารัก เมื่อนางเติบโตเป็นสาวแล้ว บิดาจึงคิดจะให้นางเลือกคู่ครองด้วยตนเอง และในพิธีเสี่ยงทายเลือกคู่ ท้าวสักกะก็ได้แปลงพระองค์เป็นอสูรเข้าไปอยู่ในที่ประชุมเหล่าอสูรเพื่อรอรับการคัดเลือกจากนางสุชาดา


๒๕.ด้วยความรักที่เคยมีมาแต่ชาติก่อน หรือที่เรียกว่า บุพเพสันนิวาส พอนางเห็นท้าวสักกะ ศรรักก็ปักหัวใจทันที นางสุชาดาจึงถือพวงมาลัยไปสวมเข้าที่คอของท้าวสักกะแปลงร่างนั้น ท้าวสักกะจึงได้พานางมายังเทพนคร และตั้งให้เป็นใหญ่กว่าเทพธิดานักฟ้อนสองโกฏิครึ่ง นางอยู่ในเทพนครจนสิ้นอายุ แล้วก็ไปตามยถากรรมของนางต่อไป.

๒๖.คติสอนใจ บุคคลใดที่ประพฤติตนอยู่ในศีลอยู่ในธรรมอย่างสม่ำเสมอ บุคคลนั้นย่อมจะได้รับแต่ความผาสุกดังเช่นนางสุชาดา ที่เพียรพยายามรักษาศีลอย่างสม่ำเสมอ ตั้งแต่ครั้งที่เกิดเป็นนางนกกระยางขาว จนถึงเป็นธิดาของอสูร นางก็มิได้ละจากความเพียรในการรักษาศีลเลย จึงทำให้นางได้พบกับความผาสุกบนสวรรค์.

Google

รายได้ดี ทำจริง จ่ายจริง ธุรกิจออนไลน์

คลิปกลอนลำเพลินอีสานเรื่อง นางนกกระยางขาว

นางนกกระยางขาว 2

นางนกกระยางขาว 3

นางนกกระยางขาว 4